นายกฯฮาโตยามะกับการ์ตูนที่ชอบ
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง
"ฮาโตยามะ ยูคิโอะ" คงเป็นนักการเมืองที่คนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอาจจะเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาบ้างค่ะ
เขาคือประธานพรรค DJP ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง
สาเหตุที่มีชื่อเสียงในหมู่นักอ่านการ์ตูนเพราะท่านนายกฯฮาโตยามะมีนิคเนม ที่น่ารักว่า "นายกฯโอตาคุ"
หรือนายกรัฐมนตรีผู้ชอบการ์ตูน หนังสือพิมพ์ The Nikkan Sports ได้สรุปบทสัมภาษณ์
ที่ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Otaku Eriito (ทับศัพท์จากคำว่า otaku elite หรือคนคลั่งการ์ตูนชั้นปัญญาชน)
ฉบับพิเศษปี 2005 ในหัวข้อเกี่ยวกับความชอบการ์ตูนของคุณฮาโตยามะ
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรค DJP และจัดอันดับการ์ตูนในดวงใจไว้ดังนี้นะคะ
สิบอันดับหนังสือการ์ตูนในดวงใจของคุณฮาโตยามะ
อันดับหนึ่งเลยคือเรื่อง Robot Santohei หรือ Private Robot ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1952 ซึ่งไม่เคยดูเพราะเกิดไม่ทันค่ะ
อันดับสองคือ Niji-iro no Trotsky ของ YAS
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ออกแบบคาแร็กเตอร์ในกันดั้มหลายต่อหลายภาค มีผลงานตีพิมพ์ในไทยพอสมควร
อันดับสามคือนักฆ่าคิ้วสาหร่าย Golgo 13 การ์ตูนสไนเปอร์สุดคลาสสิคของญี่ปุ่น
ที่เพิ่งปัดฝุ่นเอามาทำเป็นแอนิเมชั่น ฉายทางโทรทัศน์เมื่อปีที่แล้วนี้เอง
อันดับสี่ Sangokushi หรือสามก๊กเวอร์ชั่น อ.โยโคยามะ มิตสุเทรุ
อันดับห้า Kaji Ryuusuke no Gi เป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกชายคนที่สองในตระกูลนักการเมืองซึ่งต้องขึ้นมาสืบทอด
งานการเมืองต่อจากบิดาที่จากไปอย่างกะทันหัน
อันดับที่หก Omoshiro Manga Bunko Series ไม่น่าใช่ชื่อเรื่องค่ะแต่เดาว่าหมายถึง bunko-ban
ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนขนาด A6 เล็กกว่าปกติ ใช้กระดาษดีและบางแต่จำนวนหน้ามากกว่าการ์ตูนปกติ
มักเป็นเวอร์ชั่นพิเศษตีพิมพ์เพิ่มสำหรับการ์ตูนคลาสสิคบางเรื่องที่ผู้อ่านอยากซื้อไว้เพื่อให้พกพาไปอ่านได้สะดวก
อันดับเจ็ด Ge Ge Ge no Kitaro หรืออสรูรน้อยคิทาโร่
ที่เพิ่งมีคนนำกลับมาสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดงเมื่อปี 2007 นี้เอง เรื่องนี้มีตีพิมพ์ในไทยด้วยค่ะ
อันดับแปด ซึ่งโดยส่วนตัวยกให้เป็นอันดับหนึ่งคือโดราเอมอน การ์ตูนที่ไม่เคยให้โทษกับใคร
อันดับเก้าเจ้าหนูอะตอมเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ อ.เทตสึกะ โอซามุ ปรมาจารย์แห่งวงการการ์ตูนญี่ปุ่น
และอันดับสิบ Sazae-san ซีรีส์การ์ตูนทางโทรทัศน์เมื่อปี 1969
ซึ่งโดดเด่นที่นางเอกผู้มีแนวคิดไม่เหมือนคนอนุรักษนิยมทั่วไปในยุคนั้น
เมื่อพิจารณาความชอบการ์ตูนของคุณฮาโตยามะจากรายชื่อเหล่านี้
สิ่งที่พอจะสรุปได้คือคุณฮาโตยามะอ่านและดูการ์ตูนในวัยเด็กและการ์ตูนเหล่านี้มีอิทธิพลต่อไปจนโต
นอกจากการ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย (shonen comic) ซึ่งกระตุ้นให้ฉีกตัวเองออกนอกกรอบของยุคสมัย
หรือกระแสวัฒธรรมอย่างบรรดา การ์ตูนหุ่นยนต์หรือซาซาเอะซังแล้ว เขายังอ่านการ์ตูนเกี่ยวกับการเมือง
ที่สะท้อนเส้นทางอาชีพของตนในอนาคตด้วย การจับเรื่องการเมืองยากๆ มาผสมกับการผจญภัยดุเดือด
อย่างใน Golgo 13 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจศึกษาการเมืองระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน
หรือต่อให้เป็นการ์ตูนแฟนตาซีเพ้อฝันอย่างคิทาโร่ โดราเอมอน หรือเจ้าหนูอะตอมก็ไม่ได้ให้แค่ความสนุกอย่างเดียว
จินตนาการเหล่านี้ยังช่วยสนับสนุนให้เยาวชนหลุดจากกรอบความคิดที่ตีขึ้นจาก
การระบบศึกษาในโรงเรียนซึ่งจัดโดยผู้ใหญ่ยุคนั้นได้อีกด้วย
แม้คุณฮาโตยามะจะชอบการ์ตูนแต่เขาก็ไม่ถึงขนาดหยิบมานั่งอ่านระหว่างทำงานนะคะ
เขาทำงานเป็นนักการเมืองไม่ใช่บรรณาธิการหนังสือการ์ตูน
ดังนั้น ที่วัยรุ่นหลายคนหยิบการ์ตูนมาอ่านระหว่างเรียนหรือทำงานก็ไม่ใช่เรื่องโก้เก๋ค่ะ
ควรทำให้ถูกกาละเทศะและคำนึงถึงความรู้สึกของคนรอบข้างด้วยแต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะซื่อสัตย์
กับความชอบของตัวเองเช่นกัน ความชอบการ์ตูนของคุณฮาโตยามะอาจสรุปได้ว่า
เขาเป็นนักอ่านที่ไม่ได้พิเศษไปกว่าคนอื่น ไม่ได้อ่านการ์ตูนแนวปรัชญาเข้าใจยาก
และไม่ได้อ่านการ์ตูนที่จงใจสอดแทรกความรู้ด้วย
เขาเป็นแค่ตัวแทนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่หันกลับไปมองอดีตแล้ว
มาเล่าสู่กันฟังว่าเด็กที่อ่านการ์ตูนเมื่อหลายสิบปีก่อน บัดนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบสังคมได้แล้ว
ใครคิดว่าไม่อยากให้ลูกอ่านการ์ตูนเพราะกลัวจะเสียคนก็มองดูเขาเป็นตัวอย่างได้ค่ะ
ที่มา
www.matichon.co.th/matichon/view_news.ph...0&day=2009-10-25
ที่อื่นๆ โดยเฉพาะยุ่นเขายอมรับการ์ตูนกันมากกว่าบ้านเรามาก (มั้ง)
คงหวังได้ยากที่บ้านเรา โดยเฉพาะพวกใหญ่โตในบ้านเรา จะยอมรับว่าการ์ตูน
ไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่า การ์ตูนนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งเทียบเท่าศิลปะประเภทอื่นๆเช่นกัน คนที่ชอบดูถูกทั้งตัวการ์ตูน รวมถึงคนที่ยังเสพการ์ตูนอยู่นั้น (โดยมากจะหมายถึง คนที่มีอายุแล้วแต่ยังเสพการ์ตูนอยู่) เป็นพวกที่ยังไม่ยอมโตนั้น ผมอยากบอกว่า คนที่คิดหรือกล่าวแบบนั้น เป็นพวกที่ยังไม่ยอมโตอย่างแท้จริง เพราะหมายถึงคนเหล่านั้นเป็นพวกใจแคบ และมองโลกด้านเดียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกที่ยังไม่มีวุฒิภาวะพอนั่นเอง
ผมจะไม่พูดคุยเรื่องการ์ตูนกับพวกที่มีแนวคิดแคบๆที่คิดว่า "การ์ตูนเป็นเรื่องสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว" เพราะเป็นการเสียเวลาเปล่า แถมอาจดูถูกพวกนั้นกลับว่า.....ไม่พูดต่อดีกว่า เดี๋ยวผมอาจถูก_ีนได้ เพราะสิ่งที่จะพูดนั้นแรงพอตัวทีเดียว